วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ม่อนจอง

หนาวนี้ไปเที่ยวไหนกันดี...
เป็นคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากยิ่งกว่าข้อสอบอีก
คิด...
คิค...
แล้วคิค...

?
Oh My God. 

คิคแล้วคิดอีก...

ลองไปหาในอินเตอร์เน็ตดีกว่าเพื่อเจอที่เที่ยวที่เข้าไปเที่ยวกัน...

(ผมมีทริปนำเสมอ...เป็นที่ Unseen in Thailand ใหม่) ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไร (ณ ตอนนั้น)

แล้วมันอยู่ที่ใดไปยากหรือเปล่า...


ที่สำคัญสวยหรือเปล่า

อย่างอื่นไม่สนในขอให้ วิวสวย (ไปดูเองสิถามทำไม...)
เหนื่อยแน่แต่แค่ไหนไม่รู้ (แล้วแต่ร่างกายแต่ละคน...ตอบไม่ได้)
แล้วหนาวหรือเปล่า (ก็ไปช่วงเดือน พฤศจิกายน-มกราคม มันก็ต้องหนาวสิ...)


^^


ม่อนจอง ดินแห่งทุ่งหญ้าสีทอง

สำหรับท่านที่กำลังหาข้อมูลม่อนจอง สามารถหาได้จากแหล่งข้อมูลในอินเตอร์เน็ต (มีเยอะแยะครับ)


หลายท่านก็คงได้ข้อมูลมาจาก Pantip


การเดินทางไปยังม่อนจองสามารถไม่ได้สองรูปแบบ
     1. ซื้อทัวร์ (สบายสุด ๆ...)
     2. ไปกันเอง (ฟินสุด ๆ)

เมื่อหาข้อมูลการเดินทางครบแล้ว ก็กำหนดช่วงเวลาที่จะเดินทาง (หมายเหตุ : อาจต้องจองคิวถ้าไปเที่ยวในช่วงเทศกาลมหากรรมการท่องเที่ยว)

 สำหรับท่านที่เลือกเดินทางเองจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปถึงตัวอำเภออมก๋อย (ประมาณ 150 กิโลกเมตร)

ถ้าไปช่วงเทศกาลก็จะเจอเทศกาลรถติด คร้าบบบบบบ


กว่าจะถึง

สำหรับใครที่เดินทางไปเองต้องไปหา ลูกหาบ (คนสำคัญที่จะช่วยเรายกของ)




เมื่อหาลูกหาบได้แล้วก็เดินทางไปยัง ที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ ต่อ เพื่อขออุนญาตเข้าม่อนจองครับ
 ณ จุดนี้เราจะต้องจ่ายค่า
       1. เข้าคนละ 20 บาท
       2. ค่ากางเต้นหลังละ 100 บาท
       3. ค่าเจ้าหน้าที่นำทางวันละ 600 บาท (ต้องมีจ้าหน้าที่พาไปเท่านั้นถึงจะไปได้)

จากนั้นก็เดินทางกันเลย (ใช่เอา Mazda 2 ไปนะครับ เช่ารถเข้าไปอีกที่เพราะถนนโหดมากกกกกก)



จากที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอไปยังจุดลงเดินอีก 11 กิโลเมตร เพื่อลงเดิน

 หึ...หึ จะ 4 โมงเย็นแล้วนะ









 เมื่อเดินขึ้นดอย 3 หอบมาได้จุดหนึ่งมองลงไปดูเพื่อนร่วมเดินทางคนอื่นๆ (ในใจมันสูงนะเนี่ยะเดินขึ้งมาได้ไง)
 เมื่อถึงจุดกางเต้นแล้วก็จัดการกางเต้นท์เสร็จแล้ว ก็กินข้าว หลายคนเมื่อถึงเวลากลางคืนไปแล้วก็มักจะนอนอยู่ในเต้นท์...เพราะว่ามันหนาว แต่พวกผมมานอนดูดาว 555 ^^

ตอนเช้าต้องเดินขึ้นไปที่ดอยหัวสิงห์ต่อ




สำหรับในที่สุดก็เดินมาถึงจยได้ ^^

จากนั้นก็ถ่ายรูปๆ ถ่ายรูปๆ...
เมื่อถ่ายรูปๆ จนพอใจแล้วก็ได้เวลากลับที่กางเต้นท์ทานข้าวเช้า เก็บเต้นท์
 ขาเดินกลับ

ถึงทางออกแล้ว



** สำหรับท่านที่คิดจะเอารถ 4X4 ระวังโดนทุบกระจกขโมยของนะครับ

















วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ดอยหลวงเชียงดาว

ดอยหลวงเชียงดาว...สวรรค์บนดิน

          ในช่วงวันหยุดยาวระหว่างรอยต่อของปีใหม่ คือช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมมีหลายคนที่อยากเดินทางออกไปพักผ่อนต่างจังหวัด เพื่อออกไปสัมผัสและสูดอากาศเย็น ๆ ผ่อนคล้ายสมองที่เคร่ง เครียดมาทั้งปี ซึ่งผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ และเคยไปเที่ยวมาหลายที่แต่สำหรับทริปดอยหลวงเชียงดาวผมคิดไว้เป็นลำดับท้าย ๆ เพราะได้ชื่อเรื่องความโหดของเส้นทางเดิน  หลายครั้งที่ผมเข้าไปเปิดอ่านเรื่องราวการเดินทางของคนอื่น ๆ ที่มีโอกาสได้ขึ้นไปสัมผัสอากาศบนดอยหลวงเชียงดาวแล้วนำมาเล่าสู่กันฟังจากอินเตอร์เน็ต และได้ดูรูปวิวสวย ๆ จากขึ้นยอดดอยนั้น เห็นแล้วก็อยากเดินขึ้นไปสัมผัสและถ่ายรูปบางเพราะทุกครั้งที่ไปเที่ยวแล้วผ่านอำเภอเชียงดาวก็มองเห็นดอยหลวงตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้าตัวเองทุกครั้งที่ผ่านไป แต่ไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปสัมผัส แต่ผมก็มีโอกาสได้ถ่ายรูปจากข้างล่างตอนเป็นรูปที่มีฉากด้านหน้าเป็นดอยหลวงเชียงดาวกับทางช้างเผือก

รูปดอยหลวงเชียงดาวเมื่อดูจากด้านข้างคู่กับทางช้างเผือก (ถ่ายเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2556)
          ผมก็ลืมเรื่องจะขึ้นดอยหลวงเชียงดาวไป แต่พอได้ยินเพื่อนที่ทำงานพูดว่าแฟนอยากเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวผมเลยบอกว่ามันโหดเอาเรื่องนะ... และที่สำคัญเป็นการเดินท่องเที่ยวธรรมชาติแบบผจญภัยครั้งแรกด้วยสิแล้วจะไหวหรือเปล่าเนี๊ยะงานแรกก็เล่นของยากแล้ว หลังจากวันนั้นมาเมื่อมีเวลาว่างผมจะนั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับการเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวจากอินเตอร์เน็ตดูเส้นทางและการเตรียมคนก่อนที่จะไปเจอของจริง ซึ่งก็มีหลายคนที่เขียนดีมาก ๆ จนผมไม่อยากเขียนของผมเลย ฮ่า ฮ่า... แต่ก็ขอสักหน่อยนะครับ เผื่อจะเป็นข้อมูลเพิ่มเติมได้บ้าง

การติดต่อประสานงานเพื่อเดินทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาว

           หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้วที่จะไปตลุยดอยหลวงเชียงดาว อับดับแรกคงต้องเริ่มหาข้อมูลสำหรับการผ่านเข้ายังดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งอาจจะทำการติดต่อเองหรืออาจจะติดต่อผ่านไกด์ทัวร์ ซึ่งทั้งสองวิธีก็ดีไปคนละอย่าง อันนี้ก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคนครับ
           สำหรับคนที่เลือกวิธีติดต่อประสานงานเองมีขั้นตอนดังนี้ครับ 
           1. ช่วงเวลาที่ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวเปิดป่าให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเดินเที่ยวชมธรรมชาติได้เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้นหลังจากนั้นทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวจะทำการปิดป่าไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเดินชมธรรมชาติ เนื่องจากอาจมีอันตรายจากไฟป่าในช่วงฤดูร้อน และในช่วงฤดูฝนการเดินทางที่ยากลำบากจากทางเดินลื่น ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
           2. ดอยหลวงเชียงดาวมีการจำกัดจำนวนคนที่จะขึ้นยอดดอย โดย 1 วัน ทางเจ้าหน้าที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นได้ไม่เกิน 150 - 200 คน สำหรับผู้ที่ต้องการขึ้นดอยหลวงเชียงดาวควรติดต่อแต่เนิ่นๆ
           3. การขออนุญาติเข้าชมและเดินทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาวจะต้องได้รับอนุญาตจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ซึ่งเราสามารถขออนุญาตได้ที่ทำการเขตโดยตรง หรือสามารถติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ไปที่เบอร์ 053 261 466 เพื่อทำการจองวันที่ต้องการขึ้นดอยหลวงเชียงดาว

การเตรียมตัวขึ้นเดินทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาว

           ในการเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวต้องเตรียมการมากพอสมควร ทั้งเรื่องการนัดแนะ และการติดต่อประสานงาน เนื่องจากมีเหตุการณ์นี้เกือบทำให้ทีมของผมไม่ได้ขึ้นยอดดอยตามกำหนดการ
           1.  การเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวต้องมีคนนำทางหรือเจ้าหน้าที่ร่วมเดินทางไปด้วย โดยค่าตำแทนผู้นำทางวันละ 400 บาท ซึ่งผู้นำทางจะไม่แบกสัมภาระให้นักท่องเที่ยวมีหน้าที่นำทางเพียงอย่างเดียว
           2. กุญแจสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการขึ้นดอยหลวงเชียงดาวคือ "ค่าลูกหาบ" ถ้าหากมีสัมภาระมากควรที่จะจ้างค่าลูกหาบ โดยลูกหาบ 1 คน สามารถแบกของได้ไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อคน และมีอัตราค่าตอบแทนคนละ 300 บาทต่อคน (ขึ้นอยู่การค่าแรงขั้นต่ำหรือตามที่ตกลงกันไว้) การติดต่อลูกหาบควรให้แน่ใจว่าได้ลูกหาบตามจำนวนที่ต้องการจริง (เนื่องจากผมเห็นกับตาว่ามีคณะหนึ่งที่มาพร้อมกับผมแต่ไม่ติดต่อลูกหาบไว้ก่อนพอมาถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวไม่มีลูกหาบเพราะลูกหาบถูกคณะอื่นจองตัวไว้หมดแล้วอาจทำให้ท่านไม่สามารถขึ้นสู่ยอกดอยได้)
          3. ที่ระดับความสูงของยอดดอยมีสภาพอากาศเบาบางทำให้หายใจลำบาก และเหนื่อยง่ายกว่าปกติเมื่อเทียบกับพื้นที่ราบ นักท่องเที่ยวควรที่จะฟิตซ้อมสภาพร่างกายในระดับหนึ่ง
          4. เนื่องจากบนยอดดอยในตอนกลางคืนมีสถาพอากาศที่หนาวเย็น (ประมาณ 5 องศา ไปจนถึงอุณหภูมิที่ติดลบ) ควรเตรียมเสื้อกันหนาว ถุงนอน ผ้าห่ม เสื้อกันฝน ถุงมือ ถุงเท้า หมวก ที่สามรถกันความหนาวได้ตามที่บอกไว้
           5. สัมภาระที่จำเป็นที่เราต้องเตรียมขึ้นไปด้วย เช่น เต็นท์ ไฟฉาย ไฟแช็ค กระดาษทิชชู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ยารักษาโรค เช่น ยาแก้ปวดหัว ยาปวดท้อง ยาแก้คัน  ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้แพ้ พลาสเตอร์ เตรียมยาที่จำเป็นไป
           6. น้ำดื่มและน้ำใช้ในการประกอบอาหาร เนื่องการบนยอดดอยหลวงเชียงดาวไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ อาจจะต้องจ้างลูกหาบเพื่อแบกนำ้เข้าไป ในระหว่างการเดินทางควรนำน้ำติดตัวไปประมาณ 750 - 1000 มิลลิลิตร (หรือขวด 550 มิลลิลิตร 2 ขวด) เฉพาะขาเดินเข้า เดินจากจุดกางเต้นท์ขึ้นกิวลมใช้น้ำประมาณ 550 มิลลิลิตร และเดินจากจุดกางเต้นท์ขึ้นยอดสุงสุดใช้น้ำอีกประมาณ 550 มิลลิลิตร ขาเดินออกก็ใช้ประมาณเท่า ๆ กันกับขาเข้า แต่ก็ควรใช้น้ำอย่างประหยัด
            7. จากการเดินทางขึ้นดอยหลวงผมสังเกตเห็นว่า เพื่อนร่วมทางส่วนใหญ่แล้วใส่รองเท้ากีฬา (รองเท้าวิ่ง ต่างยี่ห้อ) กันการเดินขึ้นดอยหลวงไม่ควรที่จะใส่รองเท้าแบบนี้ขึ้นครับ เห็นรองเท้าหลายคนพัง เช่น พื้นรองเท้าหลุด รองเท้าซีก ควรใช้รองเท้าที่มีดอกพื้นรองเท้าที่ลึก ๆ เพื่อการยึดเกาะทางเดินที่เลื่อน

การเดินทาง

           ในการเดินทางของท่านคงมีได้แค่ 2 วิธี คือ รถยนต์ส่วนตัว กับรถโดยสารประจำทาง ซึ่งระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงที่ทำการเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวมีระยะทางประมาณ 77 กิโลเมตร สำหรับรถยนต์ส่วนตัวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ้ง และสำหรับโดยสารประจำทางใช้เวลานานพอสมควร

เส้นทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงที่ทำการเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว

           สำหรับผู้ที่เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวเมื่อถึง 4 แยก ถ้ำเชียงดาวให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปยังที่ทำการเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว โดยขับตรงเข้าไปเลื่อย ๆ จนถึงสามแยกจะมีป้ายชี้บอกทางไปยังที่ทำการเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ระหว่างขับรถให้ขับช้า ๆ นะครับเนื่องจากทางแคบและมีรถส่วนทางตลอด
4 แยก ถ้ำเชียงดาว ทางเข้าที่ทำการเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว
          หลังจากที่เดินทางมาถึงที่ทำการเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว รถที่เราขับมาคงต้องหยุดพักตรงนี้ก่อนและฝากไว้ที่นั้น เพราะถ้าหากเรานำรถไปจอดทิ้งไว้ ณ จุดทางขึ้นไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือคนดูแลรถให้ ซึ่งระหว่างที่เราขึ้นไปบนยอดดอยอาจเกิดเหตุกับรถยนต์ที่เรานำมา หรืออาจโดยทุบกระจกเพื่อขโมยขอมีค่าไป ทางที่ดีจ้างเหมารถยนต์เพื่อเดินทางจากที่ทำการเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวไปยังจุดเดินขึ้นยอดดอยหลวงเชียงดาวดีกว่า ซึ่งเราสามารถไปได้ 2 เส้นทางคือ ปางวัว และเด่นหญ้าขัด
          ถ้าหากเลือกที่จะเดินขึ้นจากนาเลา "ปางวัว" รถยนต์จ้างเหมาจะพามาส่งที่จุดเดินขึ้นปางวัว ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากที่ทำการถึงจุดลงเดินประมาณ 30 นาที ผมเลือกเส้นทางนี้เพราะผมไม่ได้เลือกทางเด่นหญ้าขัดปิดซ้อมทางโดนบังคับให้มาเดินทางนี้คับ ฮ่า ฮ่า

จุดลงเดินจากปางวัวไปอ่างสลุง ระยะทาง 6500 เมตร (เส้นทางโหดใช้ได้แต่ก็ไม่ยากเกินไป)
            สำหรับเส้นทางเด่นหญ้าขัดต้องจ้างเหมารถยนต์ขึ้นไปส่งค่อนข้างไกล (โดยอัตราค่าตอบแทนค่าประมาณ 1000 - 1200 บาท) รถจะไปส่งเราตรงทางขึ้นดอยหลวงที่เด่นหญ้าขัดใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร (ลองคิดดู 20 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมงทางมันจะเป็นแบบไหน) แต่เส้นทางนี้ก็ได้รับความนิยมมากที่สุดมากกว่าเส้นทางปางวัว และยังเป็นทางที่เดินไกลที่สุดจากจุดเริ่มต้นไปถึงอ่างสลุง (จุดกางเต้นท์)

การเดินทางของผม

           เริ่มจากเมื่อถึง 4 แยกเข้าถ้ำเชียงดาว โทรศัพท์หาอ้ายคำสิงห์หน่อยบอกว่าเรามาถึงแล้ว แต่โทรไปแล้วไม่ติด ? เกิดอะไรขึ้นติดต่ออ้ายคำสิงห์ไม่ได้คนจะนำเราไปขึ้นดอยหลวงเชียงดาว โทรรอบที่ 2 ก็เป็นเหมือนเดิมเอาไงดีมองหน้ากัน 3 คน (คิดในใจว่าคงไม่มีสัญญาณ) งั้นเราลองขับรถไปที่ทำการเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวกันดีหรือเปล่า OK แล้วที่ทำการเขตเขตที่ว่าไปทางไหนละ เอ่อไม่รู้สิ กดดูที่ GPS สิ นั่นไงมันจะพาเราหลงทางหรือเปล่า และแล้ว GPS ก็พาเรามาที่นี้จนได้ (ยังไม่รู้ว่ามาถูกหรือเปล่า)

ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว
           พอมาถึงที่ทำการเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ก็เห็นคนกำลังเตรียมตัวขึ้นดอยหลวงเชียงดาว 2 กลุ่ม ใจเริ่มชื้นขึ้นมาบ้าง แล้วก็มีคนเดินเข้ามาถามว่ามาทำอะไร ก็เลยตอบไปว่าจะขึ้นไปบนดอยหลวงพอดีติดต่ออ้ายคำสิงห์ไว้ แต่ลุงที่มาถามบอกว่าอ้ายคำสิงห์ออกไปก่อนหน้าแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง นึกว่าไม่มาแล้วเลยเดินขึ้นไปกลับอีกกลุ่มหนึ่ง สักพัก "ดาว" หลานอ้ายคำสิงห์ก็เดินมาหาแล้วบอกว่าอ้ายคำสิงห์ฝากถ้ามีลูกค้ามาก็ให้พาขึ้นไป พอเจอกับดาวก็จัดการหาลูกหาบให้แต่ไม่ได้ดาวเลยเป็นลูกหาบให้ 1 คน แต่ของที่จะเอาขึ้นไปน้ำหนักเกิด 20 กิโลกรัม ซึ่งจำเป็นได้ใช้ลูกหาบ 2 คน โชดดีที่มีกลุ่มที่ไม่มาแต่มีลูกหาบมารอรับแบกของดาวเลยเรียกตัวมาชอบแบกของแทนอีกกลุ่มที่ไม่มา เมื่อลูกหาบลงตัวแล้วก็ไปทำเรื่องเข้าดอยหลวงเชียงดาวกัน อย่างแรกคือเขียนคำขอรับใบอนุญาตให้เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก่อนแล้วทางเจ้าหน้าที่จะให้ตั๋วตามจำนวนคนที่ร้องขอให้ พร้อมใบเสร็จค่าเช่าสถานที่กางเต้นท์ตามจำนวนของเต้นท์และขนาดเต้นท์ที่นอน เพื่อนำไปยืนให้กับเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่ปากทางเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

บัตรค่าบริการหรือค่าตอบแทนผ่านเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
ระหว่างที่ทำเรื่องดาวก็จัดการเรื่องรถที่จะเข้าไปส่งที่จุดลงเดิน และยังได้ดาวมาเป็นไกด์นำทาง เมื่อทำเรื่องเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวเสร็จก็ ต้องคิดเรื่องอาหารการกินต่อเนื่องจากว่าอ้ายคำสิงห์ไปก่อนหน้าแล้วไม่รู้อาหารที่เตรียมไปจะพอหรือเปล่า ทางที่ดีควรเตรียมไว้ก่อนดาวเลยพาไปซื้ออาหารสำหรับกินระหว่างที่อยู่บนดอยหลวง 3 วัน 2 คืน ส่วนเรื่องน้ำพอมีอยู่ พอได้ของครบแล้วก็พร้อมที่จะออกเดินทางไปยังจุดลงเดินกันเลย
           เมื่อถึงที่จุดลงเดินแล้วควรหาไม้เท้าพิเศษที่เหมาะมือสักอันเพื่อใช้ชอบเราพยุงตัวในการเดินไม่ต้องตัดไม้นะครับสามารถหาได้จากปากทางเข้าเลยครับ ซึ่งจะมีไม้เท้าพิเศษร่วมตัวกันอยู่เพื่อรอผู้ครอบครองที่เหมาสมคนต่อไป
ที่พักของไม้เท้าพิเศษสามารถเดินไปเลือกได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย หาอันที่แข็งแรงและที่มีน้ำหนักพอมือ
ไม้เท้าพิเศษของผม
           เริ่มออกเดินทางเวลา 12:30 น. ไปช้ากว่ากลุ่มอื่นมาก เพราะกลุ่มอื่นเดินเข้าป่าไปหมดแล้วปะรีบเดินกันเดียวจะไปถึงอ่างสลุงมืด ทางเดินข้างหน้าไม่รู้เป็นไงบ้าง

ทางเดินช่วงแรก ๆ ไม่เห็นมีอะไรเลย
วิวก็ใช้ได้ ณ จุดนี้มีสัญญาณโทรศัพท์อีกจุดหนึ่งก่อนที่จะขาดการติดต่อจนกว่าจะถึง 3 แยกขึ้นอ่างสลุง
ทางเดินส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ 
วิวตามทาง
หลังจากที่เดินมาเป็นเวลาเกือบ 5 ชั่วโมงครึ่ง ทั้งหยุดพักตามทางขาเป็นตะคริวไปหลายรอบหลักสุดถึงกับนั่งคุกเข่ากับดินไป 2 ครั้ง พอเป็นตะคริวที่ขาทั้ง 2 ข้าง ขาขยับไม่ได้ต้องหยุดพักไปหลายรอบ รวม ๆ แล้วผมเป็นตะคริวไปเกือบ ๆ 10 ครั้ง สลับซ้ายขวาตลอดทางหยุดเกือบพักทุก ๆ 20 - 50 เมตร ฮ่า ฮ่า แต่ก็ใช้เวลาเดินไปแค่ 5 ชั่วโมงครึ่ง เอง ผมเดินถึงจุดกางเต้นท์เวลา 18:10 น. เพื่อนอีก 2 คน เดินมาถึงก่อนผมนานมากกางเต้นท์ให้ผมเสร็จเรียบร้อยพร้อมนอนได้เลย ขอบคุณมากครับ

ถึงทางแยกไปจุดกางเตนท์
ที่กางเตนท์ของผม ดูเหมือนเงียบสงบแต่กลางคืนวุ่นวายมาก

           สำหรับวันแรก เมื่อถึงก็ได้กินได้กินอาหารฝีมืออ้ายคำสิงห์เลย จำได้ว่าเป็นไข่เจียว ผัดพัก แล้วก็หมูย่อทอด หลังจากกินข้าวเสร็จคิดว่าจะไปถ่ายรูปดาวสักหน่อยแต่มีเมฆหนา เลยเข้าไปนอนพักเอาแรงดึก ๆ ค่อยออกมาดูว่าท้องฟ้าเปิดหรือป่าวประมาณ 4 ทุ่มกว่า ๆ ท้องฟ้าเปิดเลยออกมาถ่ายรูปดาวเล่นแต่เพราะตั้งค่ากล้องเสร็จท้องฟ้าก็ปิด เลยกลับไปนอนเอาแรงเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง

แผนที่จุดต่าง ๆ ที่เราจะต้องเดินไปดูสำหรับวันที่ 2
           ภารกิจแรกของวันที่ 2 คือเดินขึ้นกิวลมหรือยอดดอยหลวงแล้วแต่จะเลือกครับ สำหรับผมเลือกไปกิวลมเพื่อไปดูดวงอาทิตย์ขึ้น
ทางขึ้นกิวลม
พอเดินมาใกล้ถึงสันเขาจะมีทางให้เลือกว่าจะไปกิวลมเหนือหรือกิวลมใต้อีกแต่ไกด์ของผมบอกว่าไปดูกิวลมใต้วิวสวยกว่ากิวลมเหนือเยอะ
ป้ายบอกทางไปกิวลมเหนือกิวลมใต้
วิวกิวลมใต้คุมค่ากับการเดินขึ้นมาและตื่นตี 4 เพื่อมาดูดวงอาทิตย์ขั้นมาก แต่แอบเสียดายที่ผมไม่ได้เห็นทะเลหมอก

งานนี้ขอยกนิวให้ไกด์ดาวเลย ต้มน้ำชงกาแฟให้กินตอนดูดวงอาทิตย์ขึ้นเล่นเอาคนอื่นอิจฉาไปเลยเพราะนี้เป็นบริการพิเศษจริง ๆ จากใจไกด์
           ตรงกิวลมมีสัญญาณโทรศัพท์ 3G สามารถเช็คอิน โทรคุยกับเพื่อนๆ ว่ามาถึงยอดสูงสุดของดอยหลวงแล้ว หรือจะโทรศัพท์บอกใครต่อใครก็ต้องใจเลยครับ
            หลังจากที่ดูดวงอาทิตย์ขึ้นเสร็จไกด์ดาวขอตัวไปทำอาหารก่อนแล้วให้ผมเดินไปต่อ เพื่อไปดูดอกไม้ถ้าถ่ายรูปเสร็จหรือหิวแล้วก็ให้ลงมากินข้าว และพักผ่อนเอาแรง แต่ระหว่างพักเอาแรงผมก็นอนเล่นบาง ออกมาถ่ายรูปบางรอเวลาที่จะขึ้นยอดดอย พอถึงเวลาก็ออกเดินทางกันเลย

           ภารกิจที่ 2 ของวันนี้ คือ เดินขึ้นจุดสูงสุดของยอดดอยหลวงนั้นเอง จุดหมายของการมาครั้งนี้ ไกด์ดาวบอกว่าประมาณ 16:00 น. ก็เริ่มขึ้นกันได้เลย 


ทางขึ้นยอดดอยหลวงมันชันเอาเรื่อง
ท่าดูดีแต่มองลงไปแล้วน่ากลัวมาก
ทางเดินขึ้นยอดดอยหลวงมันชันเอาเรื่องและเป็นหินต้องออกแรงปินกันหน่อย เวลาที่ใช้ในการปินยอดประมาณ 30 - 45 นาที แต่ไปถึงแล้วคุ้ม (คุ้มมากที่สุดตรงที่ว่ามี 3G ให้เช็คอิน โทรคุยกับเพื่อนๆ ว่ามาถึงยอดสูงสุดของดอยหลวงแล้ว หรือจะโทรศัพท์บอกใครต่อใครก็ต้องใจเลยครับ)

ขึ้นมาถึงสมใจแล้วครับ
ใกล้ถึงจุดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาวเลย
วิว ณ ทิศตะวันตกของจุดสูงสุดดอยหลวงเชียงดาว
ถึงเวลาต้องลงเพราะว่าลมแรงเมฆหนา กะว่าจะถ่ายดาวประมาณสัก 2 ทุ่ม ค่อยลงไปที่กางเต้นท์

ต้นไม้พักใจ
ระหว่างเดินลงจากยอดดอยหลวงฟ้าก็เริ่มที่จะเปิด

ดาวที่เห็นสว่างอยู่กลางรูปคือดาวศุกร์ ส่วนทางด้านซ้ายจะสังเกตเห็นทางช้างเผือกจาง ๆ 

พอถ่ายรูปจนพอใจแล้วกลับไปที่กางเต้นท์กินข้าวแล้วพักผ่อนเอาแรงเพื่อเดินกลับออกไป

เช้าวันที่ 3 ถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับแล้ว
           ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 3 คนที่ขึ้นดอยหลวงมาเมื่อวานก็ต้องทำ เช่นเดียวกันกับผมคือตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตี 4 ครั้ง เพื่อไปดูดวงอาทิตย์ขึ้น ส่วนพวกผมนอนตื่นสายระหว่างรอกินข้าวเช้าผมก็เดินไปถ่ายรูปหันไปทางทิศใต้ ก็เห็นยอดดอยอยู่ไกล ๆ นั้นคือยอดดอยอินทนนท์

ยอดดอยอินทนนท์เมื่อมองจากดอยหลวงเชียงดาว

ข้าวเช้าที่สุดแสนอร่อย
             กินข้าวให้อิ่มก่อนเดินทางกลับบ้าน ชอบกับข้าวจานแรกมาก ขอบคุณอ้ายคำสิงห์ที่ทำอาหารอร่อย ๆ ได้กินทุกมื้อ
กับข้าวจากยอดดอยหลวงเชียงดาว
ไข่เจียวที่อร่อยที่สุดจากยอดดอยหลวงเชียงดาว ^^
ผัดพักก็อร่อยจากยอดดอยหลวงเชียงดาว

สุดท้ายก็มีชีวิตรอดออกมาสู่โลกภายนอกจนได้